บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก มกราคม, 2026
รูปภาพ
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้สรุปบรรทัดฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับการ  เพิ่มโทษผู้กระทำความผิดซ้ำ  ตามประมวลกฎหมายอาญา โดยศาลวินิจฉัยว่าหากคำบรรยายฟ้องของอัยการระบุพฤติการณ์ความผิดเดิมและระยะเวลาการกระทำผิดซ้ำไว้อย่างครบถ้วนแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจ  เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง  ตามมาตรา 93 (13) ได้ทันที แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุเลขมาตราผิดพลาดไปเป็นมาตรา 92 ก็ตาม เนื่องจากบทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษไม่ใช่การกำหนดฐานความผิด จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับที่ต้องระบุเลขมาตราให้ถูกต้องแม่นยำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้ทำหน้าที่  ปรับแก้บทลงโทษ  ให้ตรงกับพฤติการณ์ความผิดจริงในคดีลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อให้เกิดความถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย คำตัดสินนี้จึงช่วยยืนยันความสำคัญของ  ข้อเท็จจริงในคำฟ้อง  ที่มีเหนือความผิดพลาดเล็กน้อยทางธุรการในการระบุเลขมาตราท้ายฟ้อง   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2567 โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไว้ชัดเจนแล้วว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แล้วกลับมากระทำความผิดในคด...
รูปภาพ
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้สรุปบรรทัดฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับการ  เพิ่มโทษผู้กระทำความผิดซ้ำ  ตามประมวลกฎหมายอาญา โดยศาลวินิจฉัยว่าหากคำบรรยายฟ้องของอัยการระบุพฤติการณ์ความผิดเดิมและระยะเวลาการกระทำผิดซ้ำไว้อย่างครบถ้วนแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจ  เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง  ตามมาตรา 93 (13) ได้ทันที แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุเลขมาตราผิดพลาดไปเป็นมาตรา 92 ก็ตาม เนื่องจากบทบัญญัติเรื่องการเพิ่มโทษไม่ใช่การกำหนดฐานความผิด จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับที่ต้องระบุเลขมาตราให้ถูกต้องแม่นยำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้ทำหน้าที่  ปรับแก้บทลงโทษ  ให้ตรงกับพฤติการณ์ความผิดจริงในคดีลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อให้เกิดความถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย คำตัดสินนี้จึงช่วยยืนยันความสำคัญของ  ข้อเท็จจริงในคำฟ้อง  ที่มีเหนือความผิดพลาดเล็กน้อยทางธุรการในการระบุเลขมาตราท้ายฟ้อง   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6187/2567 โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไว้ชัดเจนแล้วว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แล้วกลับมากระทำความผิดในคด...
รูปภาพ
คำพิพากษาศาลฎีกานี้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6820/2567) วินิจฉัยเรื่องความพยายามของจำเลยที่ 1 ถึง 4 ในการโต้แย้งความชอบธรรมของพยานหลักฐานจากชั้นซักถามในคดีก่อการร้ายและแบ่งแยกดินแดน ศาลชี้ขาดว่าถ้อยคำและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุที่ได้มาขณะจำเลยเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย สามารถใช้รับฟังเพื่อลงโทษได้โดยไม่ต้องแจ้งสิทธิผู้ถูกจับตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีการจับกุมหรือแจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการ พยานหลักฐานที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทั้งข้อมูลการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันและพฤติการณ์ที่พิรุธหลังเกิดเหตุ บ่งชี้ชัดเจนว่าจำเลยทั้งหมดมีส่วนร่วมในขบวนการอั้งยี่และสมคบกันเพื่อก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงตัดสินให้จำเลยมีความผิดตามฟ้องและต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โดยยืนยันว่าพยานหลักฐานทุกชิ้นได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและมีน้ำหนักเพียงพอในการพิสูจน์ความผิด  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6820/2567 การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับท...
รูปภาพ
คำพิพากษาศาลฎีกา ฉบับนี้เป็นการวินิจฉัยความผิดในคดี ฆ่าผู้อื่น  โดยศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานและประจักษ์พยานที่ยืนยันว่าจำเลยซึ่งเป็น พนักงานรักษาความปลอดภัย ได้ใช้อาวุธปืนยิงคู่กรณีจนถึงแก่ความตายหลังการทะเลาะวิวาท แม้จำเลยจะโต้แย้งเรื่องความล่าช้าและรายละเอียดของการสอบสวน แต่ศาลชี้ขาดว่า ดุลพินิจในการรวบรวมพยานหลักฐาน เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนตามกฎหมาย ตราบใดที่ข้อเท็จจริงสามารถพิสูจน์ความผิดได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ศาลยังให้ความสำคัญกับ น้ำหนักพยานบุคคล ที่ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน แม้เวลาจะผ่านไปนานจนความทรงจำเลอะเลือนไปบ้างแต่สาระสำคัญยังคงสอดคล้องกัน บทสรุปของคดีนี้จึงเป็นการ พิพากษายืน ให้จำเลยมีความผิดและต้องชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน แก่ครอบครัวผู้เสียหายตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8082/2567  ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) " การสอบสวน " หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้...
รูปภาพ
  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5681/2568  ซึ่งวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐาน  กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี  โดยมี  อาวุธปืน  ติดตัวขณะกระทำความผิด ศาลได้ตีความว่าการมีอาวุธปืนตาม  มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม)  ไม่จำเป็นต้องมีการใช้อาวุธนั้นข่มขู่หรือประทุษร้าย เพียงแค่ผู้กระทำผิดพกพาอาวุธที่อยู่ใน  สภาพพร้อมใช้งาน  ไว้ใกล้ตัวก็ถือเป็นความผิดสำเร็จเนื่องจากเป็นพฤติการณ์ที่เสี่ยงต่ออันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่เนื่องจากเป็นคดีที่มีโทษหนัก ศาลจึงต้อง  รับฟังพยานหลักฐานโจทก์  จนกว่าจะพอใจว่ามีการกระทำผิดจริงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย สุดท้ายศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยมีความผิดตามฟ้องและลงโทษ  จำคุกตลอดชีวิต  ก่อนลดหย่อนโทษตามสัดส่วนการรับสารภาพ โดยให้ยึดตามคำตัดสินเดิมของศาลชั้นต้นเป็นหลัก   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5681/2568 ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติให้การมีอาวุธปืนในขณะกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ว่าจะได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำผิดหรือไม่เป็นความผิด เนื่องจากอาวุธป...
รูปภาพ
  คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นการวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การ พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ และการ นำอาวุธปืนเข้าสถานบริการ ถือเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน  เนื่องจากมีเจตนาและองค์ประกอบความผิดที่แยกจากกันได้ชัดเจน แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นต่อเนื่องในคราวเดียวกัน แต่กฎหมายมุ่งเน้น คุ้มครองความปลอดภัย ของผู้ใช้บริการในสถานที่ดังกล่าวเป็นสำคัญ ศาลจึงตัดสินให้ลงโทษจำเลยแยกตามกระทงความผิดและ ไม่ให้รอการลงโทษจำุก  เนื่องจากพฤติการณ์ที่พกพาอาวุธพร้อมเครื่องกระสุนเข้าไปในสถานบริการยามวิกาลถือเป็น อันตรายต่อความสงบเรียบร้อย ของสังคมอย่างยิ่ง คำตัดสินนี้จึงเป็นการยืนยันบรรทัดฐานว่าการกระทำที่กระทบต่อสวัสดิภาพของผู้อื่นในพื้นที่เฉพาะต้องได้รับโทษตามสัดส่วนที่เหมาะสม แม้ตัวจำเลยจะมีใบอนุญาตครอบครองปืนอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6267/2568 ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร กับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นความผิดหลายกรรมต่างกรรมกันหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้จำเลยกระทำความผิดดัง...